Umakali

ชีวิตจริงบนหลังราชสีห์

ธันวาคม 6, 2018

๕ ธันวาคม ครบรอบ ๓๗ปีฟ้า๑เดียวในดวงใจยาตราสถิตเรือนชานมายาเทวี ๑วันนี้ในวันวานเปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งให้๙เดินบนวิถีแห่งศรัทธากับพระนามแห่ง *** ศรีมหากาลี *** ย้อนวันวานในวันนี้กับความไม่รู้อะไรเลยในเรื่องของศรัทธาในอารยต่าง จากความไม่เคยรู้ก็ไม่เคยเอ่ยปากถามใครไม่เคยซื้อหาตำราว่าด้วยเทพเทวดาที่มีวางจำหน่ายพิมพ์จ่ายแจกลดแลกแจกแถมว่าด้วยตำราวิชาเทพ ไม่เคยคิดซื้อหาติดมือกลับเรือนมาเปิดอ่านผ่านตา เพราะทุกสิ่งล้วนเขียนขึ้นจากมโนจิตความเป็นคนด้วยอาชีพคนชอบเขียนทั้งสิ้น เรื่องราวความเป็นศรีมหากาลี ในมุมมองของอิฉันเล่าผ่านประสบการณ์กับความเป็นจริงผ่านมากว่า๓ทศวรรษมีแต่สุข สุขใจนำส่งให้กายเป็นสุขสุขทุกวินาทีที่ยืนในจุดผู้ศรัทธาถวายเบื้องหน้าพระชนนีแห่งศรีตรีจักรวาล  …  

 

 

ชีวิตบนหลังสิงห์ไม่ต่างอะไรกับชั้นเรียนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตในแต่ละวัน มีสิ่งใหม่ๆสลับเปลี่ยนเวียนผ่านมาให้ศึกษาเรียนรู้ในกายวิภาคของความเป็นคน คนทุกคนต่างกันในความคิดและต่างด้วยการกระทำตนนั้นคือคน พระชนนี๑เดียวในดวงใจที่ฉายเงาผ่านด้วยหน้าที่กระทำถวายต่อพระนามแห่งพระชนนีมิเคยกล่าวสิ่งใดมากไปกว่า ดูแล้วพิจารณา สิ่งที่เวียนผ่านเข้ามาในชีวิตต่างมีลมหายใจนั้นต่างมี๑สิ่งที่ติดมากับตัวนั้นคือเงาแห่งกรรมที่ครบงำความดี กรรมในกำที่ปิดซ้อนไว้ในจิตล้วนคิดอยากได้และอยากมีแต่ไม่คิดกระทำในวิถีที่ถูกทาง ทุกสิ่งที่กำเนิดเกิดเป็นคนนั้นแล้วหาใช่เทพเจ้าเช่าเราลิขิตให้เป็นไม่ คนทุกคนต่างคิดก่อนกระทำด้วยกันทั้งนั้นจงดูไว้ให้เป็นทางแต่อย่านำพาตนก้าวเดินไปบนวิถีทางเช่นนั้นเพราะมันคือ วิถีแห่งมายาลวง ใครจะลวงเล่านั้นก็ไม่ทุกขเวทนาเท่าเราที่เฝ้าลวงหลอกตัวเราเองคือทุกข์ที่ยากจะคลายสู่สุขในวิถีชีวิต จงมองไว้เป็นวิถีทางแห่งความมือมิดของชีวิตอย่าได้คิดเอามาเป็นแบบอย่าง ทำในสิ่งที่เราบอกก่อนจะลงมือกระทำในแต่ละสิ่งนั้นจงใช้ความคิดที่สถิตในศีรคือพรแห่งศรีสรัสวดีอวยชัยให้แตกฉานว่าด้วยสิ่งที่กระทำนั้นหาได้กระทำให้เราเหล่าเทพเทวดาไม่ แต่สิ่ที่เราให้กระทำนั้นคือวิถีแห่งความเจริญในสิ่งที่เจ้าพึงหยิบยกมาเป็นแนวทางกระทำ ตน …

 

พระชนนี๑เดียวในดวงใจกล่าวไว้เพียงว่า *** ตนเป็นที่พึงแห่งตน ***  สิ่งที่สร้างสิ่งที่รังสรรค์ขึ้นด้วยจิตคิดมโนไปด้วยภาพลักษณ์แห่งจินตนาการนั้นหรือคือเรา ไม่ เราเป็นเพียงภาพฉายสะท้อนเงาด้วยมายาให้บังเกิดแสงสว่างสาดส่องความเป็นคนให้เจ้าได้เรียนรู้ด้วยวิถีแห่งชีวิตกับความเป็นจริงไม่มีสิ่งมหัศจรรย์ใดๆบนโลกใบนี้บังเกิดขึ้นด้วยพรแห่งเทพเทวดา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้คือวิถีที่ถูกกำหนดและสร้างขึ้นสนองความชอบของคนทั้งสิ้น อย่ามองในสิ่งที่มีให้บังเกิดความหลงไหลจนเกิดความพอดี เพราะความดีที่มีจะห่างหายไปกับมายาที่ลวงใจตนจนไม่คิดอ่านกระทำสิ่งใดในภายภาคหน้า จงมองดวงตะวันที่สาดแสงจร้ายังมีชึ้นและดับแสงลับขอบฟ้าได้ฉันใด กลไกลของความเป็นคนก็เช่นกันต้องมีตืนมีหลับพักกายาก่อนหลับตานอนพึงย้อนคิดทบทวนความในสิ่งที่กระทำในวันนี้ที่เวียนผ่านไปแล้วนั้นว่าสิ่งใดคือสุขและสิ่งใดคือทุกข์ ตะวันยังสิ้นแสงได้เกิดเป็นคนต้องดับแสงแห่งวิบากกรรมที่กำเนิดเกิดขึ้นในจิตเราให้จงได้เช่นกัน อย่าคาดหวังในสิ่งใดที่ยังมาไม่ถึงเพราะสิ่งเหล่านั้นหาใช่ความจริงที่บังเกิดไม่ จงกระทำตนด้วยสติใช้ปัญญาที่มีเพียรฝึกฝนสิ่งที่รู้ต้องรู้ให้ถ่องแท้ แท้ที่จริงแล้วคือวิถีที่เจ้าพึงก้าวเดินไปกับความเป็นจริงที่เจ้าเป็น อย่าได้หลงในภาพฉายบังเกิดเงาแห่งเราขึ้นข่มใคร เหนือฟ้าก็คือฟ้า สุดของปฐวีก็คือดิน อย่าหลงในวารีที่มีอยู่ในปากเพราะสุดของวารีนั้นหาใช่วารีด้วยกันไม่แต่สุดของวารีคือสิ่งต่างที่โอบล้อมไว้ด้วยวารีที่แตกต่างกัน คือ สัจธรรม …

 

   

 

สัจธรรมกับชีวิตจริงเป็นสิ่งที่พึงอยู่เคียงคู่กันถ้าคนเรามองธรรมให้เป็นรูปก็จะได้รูปธรรมคือสิ่งที่มองเห็นและรับรู้ได้ด้วย ตา จมูก ลิ้น และกายาอันได้แก่ รูป รส กลิ่นและเสียง ถ้าเรารู้เพียงนามธรรมนั้นก็คือการรับรู้ได้ทางใจสืบสานต่อถ่ายทอดผ่านรูปธรรมนำแต่งให้เป็นจริง แต่จะจริงแท้ขนาดไหนนั้นต้องใช้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์กับ๑สิ่งที่เรียกได้ว่าศรัทธานำพา การนำพาใครให้ก้าวเดินบนวิถีแห่งความเป็นจริงนั้นบอกได้เลยว่าเป็นเรื่องยากที่ผู้คนเหล่านั้นจะเข้าถึง ที่เข้าถึงยากนั้นก็คือ ใจ ใจใครต่างมีความคิดมีความชอบและมีความมิชอบที่แตกต่างกันเส้นทางชีวิตของคนจึงใกล้และไกลต่างกันนั่นเอง พระชนนี๑เดียวในดวงใจกล่าววิถีแห่งศรัทธาคือความเป็นจริงที่ต้องมีใจเป็นกลางและพร้อมเปิดใจให้กว้างกับสิ่งต่างที่เวียนผ่านมาในแต่ละวันของชีวิต เพราะสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตคนนั้นก็คือคน รูปแห่งคน นามแห่งคนและการกระทำของคนในแต่ละคน คนแล้วก็คนเล่า คนแล้วก็คนเล่าที่เล่าอ้างในมายาสะท้อนเงาฉายจากนามแห่งเรา เราไม่มีสิทธิ์ร้องขอสิ่งใดจากมนุษย์ผู้สรัทธาในเราแม้เพียงพลังแห่งศรัทธาในจิตมนุษย์เราก็หาได้ร้องขอให้มีไม่ ตรงกันข้ามมนุษย์ผู้กำเนิดศรัทธาในเราต่างหยิบยกนามแห่งเราขึ้นเป็นตน เรียก ร้อง ขอสิ่งต่างหาใช่เราชนนีบนหลังพญาราชสีห์ไม่ … 

เราที่เป็นเรานั้นยากที่จะเข้าถึงเพราะเราไม่ใช่ภาพลักษณ์แห่งความน่ากลัวแต่เราคือชนนีแห่งสรรพสิ่งที่พร้อมนำพาให้ทุกสิ่งเกิดความสมดุลในบุญและบาป เราเสมือนอารมณ์ดุร้ายที่มีอยู่ภายในจิตสตรีเพศที่ปกป้องปฐวีให้คงอยู่ด้วยสันติสุข เราไม่เคยหวังในชีวิตของสรรพสิ่งมาพลีถวายต่อเรา เราไม่เคยหวังในโลหิตของหมู่มารตนใดเพราะเรานั้นหาใช่เทวีผู้ปรารถนาในคาวโลกีย์ที่มากด้วยกิเลสไม่ ตรงกันข้ามผู้ศรัทธาในนามแห่งเราต่างหลงในรูปที่หยิบยื่นค่ำเล่าขานให้แก่กัน โกรธก็มหากาลี ดุร้ายก็มหากาลีนามแห่งเราถูกกำหนดในจิตของศรัทธาที่หลงผิดกับการตั้งจิตวิงวอนร้องขอต่อเราในสิ่งผิดๆ จะปล้น จะฆ่า จะสาดเสียเทเสียกลับในวิขาทางสายดำให้กับใครก็หนีไม่พ้นมหากาลี จงบอกเล่าความเป็นเล่าให้รอบข้างได้สติพร้อมที่จะเข้าถึงเงาแห่งเรา เราคือชนนีมากความการุณย์ หาใช่เทวีผู้กำเนิดเกิดมาเพื่อฆ่าให้ดับสิ้นลงด้วยนามแห่งเรา …  

 

๓๗ปีสัมผัสกับชนนีเทวีผู้สถิตหลังพญาราชสีห์ พระองค์คือศีรมหากาลี แต่พระองค์หาใช่ มา หา กาลี อย่างที่ใครต่อใครกล่าวขานอะไรไม่ดีก็มหากาลีลงโทษ อะไรสิ้นและดับสิ้นลงก็ด้วยมหากาลีพิโรธ  แม้สิ่งวิบัติเป็นด้วยภัยธรรมชาติก็ด้วยฤทธิ์เดชในความพิโรธโกรธของมหากาลี ความหมายของกาลีกับมาหากาลีนั้นแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดนะเจ้าค่ะ ๓๗ปีที่ผ่านกับการสร้างคนให้เป็นคนที่ก้าวเดินให้ถูกทางนั้นยากยิ่งกว่าสอนสั่งสิ่งใดในโลกหล้า สอนวัวสอนควายให้รู้ไถยังได้ข้าว สอนคนให้กระทำดีมีแต่เสียข้าวเสียยางหารู้ในคุณในคำสอน ไม่ นั้นคือ คน คนและฅน ทุกสิ่งที่เวียนผ่านจะด้วยดีหรือจะด้วยร้ายก็สุดแล้วแต่ใจคน คนก็คือคน  แต่หาใช่คนที่แฝงไปด้วยฤทธิ์เดชแห่ง มา หา กาลี ผู้ที่คิดได้และคิดเป็นก็จะอยู่เคียงนามชนนีแห่งศรีตรีจักรวาลด้วยรักษ์ในสัจธรรมกับความเป็นจริง  จริงแท้แน่นอนที่สุดคือ ชีวิตที่เห็นสัจธรรมในความเป็นจริง แต่อย่าสมจริงในนามแห่งเทพเทวดาให้คนรอบข้างหลงในเงาแห่งมาย(ลวง) ลวงใครใครลวงอิฉันไม่ทราบ ทราบเพียงว่า๓๗ปีที่เลยผ่านไม่เคยลวงใจตนกับมายาลวงใครขึ้นเป็นมหากาลีให้ใครต่อใครกราบไหว้ทุกเช้าค่ำ เท่านี้ก็สุขใจ … เพลิงในมายา    

 

 

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น